Image
โดย Arrom@BangkhenOnline.Com

ไอโฟนใหม่ ถึงไม่ถูก แต่ยังเร้าใจ !!!

13/9/2556 16:01:13  |    |  ความคิดเห็น

อ่าน

1358

ครั้ง

 ปัจจัยหลักที่สะท้อนออกมาหลังการเปิดตัว iPhone 5c และ iPhone 5s คือหุ้นของแอปเปิลที่ดิ่งลงไปถึงเกือบ 6% ที่ 464.81 เหรียญสหรัฐต่อหุ้นในวันเปิดตัว และกระเตื้องขึ้นมาเล็กน้อยในวันถัดมา แม้ว่าจะมีปัจจัยบวกจากการเข้าไปรุกตลาดจีนด้วยการเป็นพันธมิตรกับโอเปอเรเตอร์รายใหญ่ในจีนได้ทั้ง 3 รายก็ตาม
       
       สิ่งที่นักลงทุนมองไปในทิศทางเดียวกัน คือ ด้วยราคาจำหน่ายของ iPhone 5c ที่ไม่ได้ต่ำอย่างที่คิด ทำให้แอปเปิลพลาดโอกาสที่จะเข้าไปชิงส่วนแบ่งตลาดในระดับกลางของประเทศจีน ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มที่มีจำนวนประชากรมากสุดก็ว่าได้
       
       แต่ในอีกมุมหนึ่งก็กลับมองว่าการเพิ่มไลน์สินค้าอย่าง iPhone 5c ให้มาคู่กับ iPhone 5s ถือเป็นทางออกที่ดีของแอปเปิล ที่จะสามารถรักษาภาพลักษณ์ของแบรนด์ระดับพรีเมียมไว้ได้ และก็เชื่อว่าสินค้าจะยังสามารถขายได้ดีอย่างต่อเนื่องเช่นเดิม
       
       iPhone 5c มาไทยอาจเฉียดสองหมื่น
       
       สิ่งที่ยืนยันประโยคที่ว่า “แอปเปิลไม่เคยขายของถูก” ด้วยราคา iPhone 5c นั้น แทบจะทำให้เหล่านักวิเคราะห์ และผู้บริโภคที่คาดว่าแอปเปิลจะลดราคาเครื่องไอโฟนลงมาทำตลาดแมสในระดับราคาหมื่นบาทต้นๆ นั้นผิดหวังกันไปเป็นแถบๆ
       
       โดยไอโฟนรุ่นราคาถูกของแอปเปิล ที่คาดหวังไว้กลับกลายเป็นการนำ iPhone 4S มาหั่นราคาจำหน่ายในรุ่น 8GB เหลือ 14,900 บาท แทนจากเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ของแอปเปิลเองที่เปิดให้สั่งซื้อได้ทันที พร้อมกับการตัด iPhone 5 ออกจากหน้าเว็บไซต์ในทันที เพื่อรอการนำ iPhone 5c และ iPhone 5s เข้ามาวางจำหน่ายแทน
       
       สิ่งที่เกิดขึ้นจากการเปิดเผยราคาเครื่องเปล่า ซึ่งจะเริ่มทยอยวางจำหน่ายในวันที่ 20 กันยายน 2556 ใน 9 ประเทศด้วยกัน คือ สหรัฐฯ ฝรั่งเศส เยอรมนี อังกฤษ สิงคโปร์ แคนนาดา ออสเตรเลีย และจีน ยกเว้นญี่ปุ่นที่ขายเฉพาะเครื่องติดสัญญา ซึ่งราคาที่สามารถนำมาอ้างอิงกับการวางจำหน่ายในประเทศไทยได้คงหนีไม่พ้นในฮ่องกง (นับรวมอยู่ในจีนด้วย)
       
       ถ้ามองย้อนกลับไปเมื่อการวางจำหน่าย iPhone 5 ซึ่งตอนนั้นค่าเงินบาทอยู่ที่ราว 30 บาท ต่อเหรียญสหรัฐ ราคาขายใน apple store online จะเริ่มต้นสำหรับรุ่น 16 GB 32 GB และ 64 GB อยู่ที่ 22,900 บาท 26,500 บาท และ 29,900 บาท
       
       เทียบเท่ากับราคาเครื่องเปล่า iPhone 5 ของสหรัฐฯ ที่ 649 เหรียญ 749 เหรียญ และ 849 เหรียญ ซึ่งราคาในสหรัฐฯ ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือถ้าเทียบกับราคาจำหน่ายในฮ่องกง ซึ่งอยู่ที่ 5,588 เหรียญ 6,388 เหรียญ 7,188 เหรียญ
       
       และเมื่อมาถึงคราวของ iPhone 5s ในสหรัฐฯ และฮ่องกง ก็ยังยืนยันราคาเดิมในการทำตลาดอยู่ เพียงแต่ค่าเงินบาทของไทยอ่อนตัวลง ทำให้ราคาที่จะวางจำหน่ายอาจไม่ใช่เริ่มต้นที่ 22,900 บาทอีกต่อไป
       
       ส่งผลให้ราคาเริ่มต้นของ iPhone 5c อาจจะอยู่ในช่วงระดับราคา 18,900-22,900 บาท ขึ้นอยู่กับว่าทางโอเปอเรเตอร์จะจำหน่ายในราคาเครื่องเปล่า หรือขายพร้อมแพกเกจเหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา เช่นเดียวกันในช่วงระดับราคาของ iPhone 5s ก็จะเริ่มในระดับ 22,500-25,500 บาท ขึ้นอยู่กับรูปแบบของการจำหน่ายเช่นเดียวกัน
       
       เพิ่มสีสันในฐานลูกค้าพรีเมียม
       
       สืบเนื่องจากราคาในการวางจำหน่ายส่งผลให้นักวิเคราะห์ต่างมองตรงกันว่า การเปิดตัว iPhone 5c ในครั้งนี้ถือเป็นการเปิดตลาดใหม่ของแอปเปิลมากกว่าแม้ว่าจะไม่ใช่ในแง่ของราคา แต่ถือเป็นการก้าวออกจากกรอบเดิมๆ ที่วางไว้ด้วยการลดต้นทุนของผลิตภัณฑ์เพื่อให้มีฐานตลาดที่กว้างขึ้นจากกลุ่มลูกค้าที่ต้องการเครื่องที่มีสีสันสวยงาม
       
       แต่ในอีกแง่หนึ่งถ้ามองในระยะยาวข้ามไปถึงช่วงปีหน้า เมื่อมีการเปิดตัวไอโฟนรุ่นใหม่อีก ราคาของ iPhone 5c ก็จะลดลงไปอยู่ในระดับหมื่นกลางๆ เหมือนเช่น iPhone 4S ที่มีขายในไทยอยู่ตอนนี้ ทำให้เมื่อถึงเวลานั้นถ้าได้แรงผลักดันจากโอเปอเรเตอร์เข้ามาช่วยซัพพอร์ต การที่ผู้บริโภคจะได้ใช้ไอโฟนราคาถูกจึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
       
       เพราะในไทยก็เคยมีกรณีศึกษาให้ได้เห็นกันแล้ว อย่างการนำ iPhone 4 รุ่น 8 GB มาขายพ่วงกับส่วนลดค่าแพกเกจ ทำให้สามารถซื้อ iPhone 4 ได้ในราคาไม่ถึง 5 พันบาท จากราคาเต็มในขณะนั้นที่อยู่ในช่วง 14,000 บาท
       
       กับอีกกลยุทธ์หนึ่งที่แอปเปิลเลือกใช้งานในต่างประเทศ คือ การขายคืนสินค้าเพื่อนำเงินส่วนต่างมาซื้อเครื่องรุ่นใหม่แทน แต่ก็น่าเสียดายที่อาจจะไม่ได้เห็นรูปแบบดังกล่าวในประเทศไทย เพราะไม่มีตัวแทนจำหน่ายรายได้ที่สามารถรับเครื่องและนำไปส่งคืนต่อยังแอปเปิลได้
       
       บทเรียนสำคัญที่แอปเปิลได้เรียนรู้มาจากปีก่อนในการออกผลิตภัณฑ์รุ่นเล็กอย่าง iPad mini ที่มีราคาเริ่มต้นในช่วงหมื่นต้นๆ ทำให้รายได้รวมของกลุ่มไอแพดลดลง เพราะผู้บริโภคที่แต่เดิมจะซื้อไอแพดเครื่องในระดับราคาเกือบ 2 หมื่นบาท หันมาเลือกซื้อเครื่องราคาถูกแทน แต่ก็ช่วยให้แอปเปิลมีส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มผลิตภัณฑ์นี้เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน
       
       ในขณะที่ iPhone 5s ก็ถือว่าเป็นรุ่นที่ออกมาแล้วเชื่อว่าจะสามารถทำยอดขายได้ถล่มทลายเช่นเดียวกับ iPhone 5 เนื่องมาจากมีการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาช่วยเสริม ถึงแม้ว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงในแง่ของดีไซน์มากนัก แต่ก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการเติมเต็ม iPhone 5 ให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น
       
       เข้าไทยไม่เกิน 1 เดือนหลังขายสิงคโปร์
       
       ผู้บริหารจากเอไอเอสให้ข้อมูลถึงช่วงเวลาที่ iPhone รุ่นใหม่จะเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ว่าอาจจะอยู่ในช่วงปลายเดือนตุลาคม หรือต้นเดือนพฤศจิกายน ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาหลังจากการเปิดขายในสิงคโปร์ราว 1 เดือน
       
       ขณะที่การจำหน่าย iPhone 5 ก็ทยอยวางจำหน่ายต่อไปจนหมดสต๊อก ซึ่งทางดีแทคคาดการณ์ว่าในสต๊อกพอจำหน่ายได้อีกราว 2-3 สัปดาห์ หลังจากนั้นก็จะรอการนำเครื่องรุ่นใหม่เข้ามาวางจำหน่ายแทน
       
       โดยคาดว่าในงานไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซ์โปร์ 2013 ที่จะจัดขึ้นในช่วงต้นเดือนตุลาคม อาจจะเป็นการปล่อยของล็อตสุดท้ายของ iPhone 5 ที่จะถือเป็นรุ่นพิเศษที่วางจำหน่ายเพียงแค่ปีเดียว เหมือนกับที่ได้เคยเห็นกันมาแล้วกับไอแพดรุ่นที่ 3 ซึ่งถูกแทนที่ด้วยรุ่นใหม่ในเวลาเพียง 6 เดือนเท่านั้น
       
       ทั้งนี้ หากย้อนไปเมื่องานเปิดตัว iPhone 5 ในปีที่แล้วจัดขึ้นในวันที่ 12 กันยายน และเริ่มวางจำหน่ายในกลุ่มประเทศแรก 21 กันยายน ส่วนในประเทศไทยก็เริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 3 พฤศจิกายน ถ้าแอปเปิลยังคงใช้ช่วงเวลาในการกระจายสินค้าเหมือนเช่นเดิม ก็อาจจะได้เห็นการเปิดรับจอง iPhone 5c และ iPhone 5s ในช่วงปลายเดือนตุลาคม ก่อนจะส่งมอบเครื่องกันในวันศุกร์ที่ 1 หรือ 8 พฤศจิกายน 2556 ก็เป็นได้
       
       มีอะไรใหม่ใน iPhone 5s และ 5c
       
       iPhone 5s
       
       ดีไซน์ของ iPhone 5s ทั้งหมดยังคงเหมือนกับ iPhone 5 รุ่นปัจจุบันทุกประการ แต่ด้านดีไซน์จะมีการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมสีใหม่เริ่มจาก Space Gray (เทาดำ) Gold (สีทองด้านหน้าสีขาว) และ SIlver (ด้านหลังสีเงินด้านหน้าสีขาว) โดยความจุมีให่เลือกตั้งแต่ 16GB, 32GB และ 64GB และหน้าจอขนาด 4 นิ้วความละเอียดเท่า iPhone 5 เดิมทั้งหมด
       
       ด้านสเปกหน่วยประมวลผล แอปเปิลหันไปใช้ซีพียู Apple A7 รองรับการประมวลผลแบบ 64 บิตเป็นเจ้าแรกของโลก นอกจากนั้นแอปเปิลยังเพิ่มชิป M7 motion coprocessor เพื่อใช้ควบคุมเรื่องเซ็นเซอร์จับการเคลื่อนไหวต่างๆ โดยเซ็นเซอร์นี้จะถูกออกแบบมาเพื่อรองรับกับแอปพลิเคชันออกกำลังกายที่จะปล่อยให้ดาวน์โหลดในอนาคต เช่น Nike+
       
       ในส่วนกล้องถ่ายภาพ แอปเปิลเพิ่มขนาดเซ็นเซอร์รับภาพให้ใหญ่ขึ้น 15% พร้อมปรับรูรับแสงเป็น f/2.2 มาพร้อมไฟแฟลชแบบคู่ที่ทำงานบนเทคโนโลยี True Tone flash ซึ่งช่วยให้แสงแฟลชไม่กระด้างเวลาถ่ายภาพวัตถุหรือบุคคลตอนกลางคืน พร้อมระบบลดอาการสั่นไหวของภาพเมื่อชัตเตอร์สปีดช้าในที่แสงน้อย รวมถึงระบบประมวลผลภาพแบบใหม่ที่จะช่วยสร้างสมดุลของแสงในภาพให้พอดีทุกส่วน
       
       สำหรับวิดีโอ แอปเปิลเพิ่มโหมด Slo-mo สำหรับถ้าภาพสโลโมชันที่ความเร็วเฟรม 120 เฟรมต่อวินาที ที่ความละเอียด HD 720p
       
       สุดท้ายกับปุ่มโฮม ซึ่งแอปเปิลเพิ่ม Touch ID Sensor เข้าไปสำหรับใช้สแกนลายนิ้วมือ โดยสามารถใช้แทนการกำหนดรหัสผ่าน 4 หลักแบบเก่า และสามารถใช้ร่วมกับระบบรักษาความปลอดภัยในตัวเครื่องอื่นๆ ได้ในอนาคต
       
       iPhone 5c
       
       สำหรับ iPhone 5c ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อจับตลาดระดับล่างบนแต่กลับเป็นคอนเซ็ปต์ “Colorful” โดยวัสดุผลิตเลือกใช้เป็นโพลีคาร์บอเนตขัดมัน พร้อมสีสันในเลือก 5 สี ได้แก่ เขียว น้ำเงิน เหลือง แดง และเทา มาพร้อมเคสยางขายแยกที่มีให้เลือกหลากสีสัน ซึ่งเมื่อประกอบรวมกับ iPhone 5c แล้วจะสามารถสร้างแฟชั่นสีสันที่สวยงามได้ตามใจต้องการ
       
       โดยสเปกตัวเครื่องจะเหมือนไอโฟน 5 แทบทุกประการ ตั้งแต่ซีพียูเลือกใช้ Apple A6 หน้าจอขนาด 4 นิ้ว กล้อง 8 ล้านพิกเซลแบบเดียวกับไอโฟน 5 พร้อมไฟแฟลชหนึ่งตัวรวมถึงรองรับ 3G/4G LTE ด้วย
       
       iOS 7 หัวใจในการขับเคลื่อนหลัก
       
       ทั้ง iPhone 5s และ iPhone 5c จะมาพร้อมระบบปฏิบัติการ iOS 7 ที่ถือเป็นการปรับเปลี่ยนหน้าตาของระบบปฏิบัติการบนสมาร์ทโฟนแอปเปิลใหม่หมดทุกส่วน ตั้งแต่การเลือกสีสัน ไอคอนที่เน้นแบบสีลูกกวาด แอนิเมชันเคลื่อนไหวที่ดูสมูทและใช้การแสดงผลเลเยอร์ซ้อนเลเยอร์ รวมถึงรูปแบบการใช้งานที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมทั้งหมด
       
       นอกจากนั้นยังเพิ่มระบบรับส่งข้อมูลใหม่ในชื่อ AirDrop เข้ามาเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ไอโฟนสามารถส่งรูปหากันได้ง่ายขึ้นผ่านการเชื่อมต่อ WiFi และ Bluetooth รวมถึง Control Center ที่ใช้สำหรับเป็นส่วนควบคุมลัดในการปิดเปิด WiFi Bluetooth ปรับความสว่างหน้าจอ เปิดไฟฉาย เป็นต้น โดยวิธีเรียกใช้งานเพียงนำนิ้วมาแตะที่ขอบจอด้านล่างแล้วรูดขึ้นขอบบนเท่านั้น

ข่าวผู้จัดการ | www.manager.co.th/Cyberbiz/ViewNews.aspx

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

กรุณาใส่ข้อมูลที่ระบุ *